การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ตระหนักถึงความความรับผิดชอบต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดนโยบายธุรกิจสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานสากล รวมไปถึงการเข้าร่วมมาตรฐานด้านความยั่งยืนโดยสมัครใจ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) โดยในฐานะภาคีของข้อตกลงโลก แห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาหลักการด้านสิ่งแวดล้อม หลักการที่ 6, 13 และ 15 ดังมีหลักการดังนี้

  • หลักประการที่ 6 : สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน
  • หลักประการที่ 13 : ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • หลักประการที่ 15 : ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

นโยบายด้านการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม GRI 103-2

บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการ จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิต สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้มีการกำหนดเป้าหมายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และลดการใช้พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมทั้งเตรียมแผนและมาตรการต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การร่วมรณรงค์เพื่อลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้บรรลุถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จัดตั้งนโยบายในด้านการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  1. ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามข้อบังคับกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
  2. จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้แบบ Circular Planting ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตามโครงการ Plant For Life
  3. จัดทำรายงานคาร์บอนฟุ้ตปริ้นต์องค์กร วางแผนเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
  4. ควบคุมและจัดการคุณภาพของน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม
  5. ประหยัดการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และสำนักงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  6. ดำเนินการคัดแยกประเภทขยะทุกครั้งก่อนทิ้ง เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการของเสีย
  7. เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ โดยการนำกลับมาใช้ใหม่ และจัดหาพลังงานหมุนเวียนทดแทนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
  8. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ โดยให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนใกล้เคียง พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีให้กับพนักงาน
  9. จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้พนักงานทุกคน ทุกระดับ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ของบริษัทฯ รวมทั้งเปิดเผยนโยบายและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมแก่สาธารณชน
  10. จัดกิจกรรมและปลูกจิตสำนึกให้กับพนักงานภายในบริษัท ในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ ลดปริมาณการใช้กระดาษ การคัดแยกขยะ การจัดการของเสีย ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

เป้าหมายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายปี 2569 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

  • ลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต 37% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต 37% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากการขนส่ง เพิ่มน้ำหนักการบรรทุกสินค้าเฉลี่ยต่อคัน 17% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดปริมาณของเสียอันตรายและปนเปื้อน 27% เทียบกับปีฐาน 2563
  • ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 เทียบกับปีฐาน 2565

เป้าหมายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในปี 2570

  • ลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต 40% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต 40% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากการขนส่ง เพิ่มน้ำหนักการบรรทุกสินค้าเฉลี่ยต่อคัน 20% เทียบกับปีฐาน 2560
  • ลดบริมาณของเสียอันตรายและปนเปื้อน 30% เทียบกับปีฐาน 2563
  • ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก 5% เทียบกับปีฐาน 2565

ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้พนักงานทุกคนให้ความร่วมมือในการเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมทั้งปฏิบัติตามนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของ บริษัทฯ เพื่อให้วัฒนธรรมองค์กรเกิดการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการที่อยู่อาศัย

บริษัทฯ ดำเนินการโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อประกอบการพาณิชย์ ที่มีจำนวนที่ดินแปลงย่อยไม่เกิน 500 แปลงขึ้นไป หรือเนื้อที่ไม่เกินกว่า 100 ไร่ บริษัทฯ จึงไม่ต้องทำรายงงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA Report (Environmental Impact Assessment Report) แต่บริษัทฯ ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนการขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ แนวราบ ทั้งก่อนเริ่มการก่อสร้างโครงการ ระหว่างการก่อสร้างโครงการ และช่วงดำเนินการโครงการ โดยมีวิเคราะห์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน ได้แก่

  • ด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น คุณภาพอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน คุณภาพน้ำ
  • ด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบนิเวศวิทยาสังคมเมือง
  • ด้านคุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ เช่น ปริมาณน้ำที่ใช้ การจัดการขยะมูลฝอย การใช้ไฟฟ้า
  • ด้านคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เช่น ผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย

การออกแบบบ้านและโครงการถือว่าเป็นส่วนสำคัญเพื่อช่วยลดผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ในปีที่ผ่านมาช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย จังหวัดกรุงเทพฯ ต้องเผชิญปัญหาด้านมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนเมืองหนักขึ้นทุกๆ ปี หนึ่งในวิธีลดฝุ่นพิษอย่างยั่งยืนที่เราต่างทราบกันดี ก็คือ การปลูกต้นไม้ซึ่งจะช่วยในการดักจับฝุ่นพิษ PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามจากหมอกพิษที่ชุมชนเมืองต้องการ

การออกแบบบ้านของเนอวานาเป็นการออกแบบ Whole-home Ventilation เน้น Passive Ventilation หรือการถ่ายเทอากาศผ่านช่องเปิด นับเป็นความโดดเด่นของบ้านเนอวานาที่เกิดขึ้นโดยการค้นหาโซลูชั่นตลอดขั้นตอนการออกแบบ จึงทำให้เกิดการจัดวางตำแหน่งช่องเปิดได้อย่างทั่วถึงในทุกมุมของบ้าน และเป็นตำแหน่งที่คำนึงถึงทิศทางลมเข้าและลมออก ที่จะก่อให้เกิดการไหลเวียนอากาศที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด บ้านเนอวานาทุกโครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมรวมไปถึง โฮมออฟฟิศ จึงปราศจากมุมอับลม อันเป็นจุดสะสมฝุ่นละอองและเชื้อโรค

Nirvana Living Revolution จึงมาพร้อมการติดตั้งระบบ Air Control System ระบบการฟอกอากาศภายในบ้าน ซึ่งสามารถกรองฝุ่นในระดับ 1 ไมครอน หรือ PM 1 สามารถขจัดปัญหามลพิษ PM 2.5 ได้นอกจากนี้ปัญหาฝุ่นละอองสะสมจากการก่อสร้าง นับเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจจะทำให้ฝุ่นละอองจากการก่อสร้างที่ตกค้างในจุดอับต่างๆ

Building Technology ของบ้านเนอวานามีระบบการก่อสร้างด้วย Prestressed Precast Technology จากญี่ปุ่น ที่ไม่เพียงมีความแข็งแรงทนทานสูงเท่านั้น แต่ยังควบคุมการผลิตตามมาตรฐานประเทศญี่ปุ่น จึงได้ชิ้นส่วนคอนกรีตของวัสดุอื่นๆ ในขนาดที่แม่นยำ อีกทั้งการเตรียมการอย่างรอบคอบทุกขั้นตอน จึงลดปัญหาขยะและฝุ่นที่จะตกค้างหลังก่อสร้าง บ้านเนอวานาจึงสามารถส่งมอบบ้านปราศจากฝุ่นละอองสะสม

Timeless Design การออกแบบบ้านเนอวานาล้วนเป็นสไตล์ Natural Modern ที่เป็น Timeless Design มีการวางรูปแบบบ้านเป็นรูปตัว L ที่ทำให้มีผนังเปิดโล่งได้มากถึง 3 ด้าน เกิดสเปซแบบ Inside out, Outside In เชื่อมต่อกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวได้ง่ายยิ่งขึ้น การใช้เทคนิค Mass & Void ทั้งในแนวนอนและตั้งรองรับการพัดพาของลม เกิดการหมุนเวียนอากาศภายในทำให้อยู่สบาย ไม่ร้อน และยังช่วยลดการใช้พลังงานด้วย นอกจากนี้ยังใช้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมในการบิดมุมห้อง ขยายช่องเปิด สร้างสเปซแปลกใหม่ที่ทำให้แสงธรรมชาติในบ้านเพิ่มขึ้นเสริมสุขภาวะที่ดีอผู้อยู่อาศัยโดยตรงการออกแบบการพัฒนาโครงการและบ้านของเนอวานา อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Tree Selection ต้นไม้ นับเป็นหนทางแก้ปัญหาคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืนที่สุด แต่ต้นไม้จำนวนมากนั้น มีการผลัดใบในฤดูแล้ง อันเป็นฤดูที่ค่ามลพิษสูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งเศษใบไม้ ยังลดทอนความงามของทัศนียภาพโดยรวมอีกด้วย โครงการเนอวานา จึงเลือกสรรต้นไม้ที่ไม่เพียงเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดูแลรักษาง่าย และที่สำคัญ ยังเป็นต้นไม้ที่มีคุณสมบัติในการดักจับฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย

จากการออกแบบที่เป็น Timeless Design เพิ่มช่องเปิดภายในบ้านเพื่อการประหยัดพลังงานและแสง ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ขั้นตอนการก่อสร้างแบบ Prestressed Precast Technology ที่ลดปริมาณฝุ่นละอองภายในอากาศ และต้นไม้ที่ดูดซับฝุ่นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยให้ลดมลภาวะทางอากาศ ทุกอย่างล้วนเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนของสังคมและงานสถาปัตยกรรม ในงานสถาปัตยกรรมสร้างใหม่ความเป็น Green Building นั้นไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นความสอดคล้องกับสภาพอากาศในพื้นที่นั้นๆ

ความเป็น Green Building นั้นไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นความสอดคล้องกับสภาพอากาศในพื้นที่นั้นๆ การใช้พลังงานจากธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้อาคาร ตลอดจนกระบวนการก่อสร้างและวงจรชีวิตของงานสถาปัตยกรรมนั้นๆ ต้องก่อให้เกิดมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ปัจจัยดังกล่าวทำให้การดีไซน์ต้องคิดเยอะขึ้น เช่น การหันทิศทางของตัวบ้านและจัดฟังก์ชั่นภายในให้พอดีกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เพื่อลดความร้อนสะสมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย การออกแบบให้มีช่องเปิดหรือช่องว่างเยอะขึ้นเพื่อให้ลมเข้าออกระบายอากาศเหมาะสม (Breathable Building) รวมไปถึงการติดตั้งระบบ Automation เพื่อช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ล้วนทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก

ในการก่อสร้างแต่ละครั้งเราต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนไม่น้อย และเมื่อคิดถึงการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์หรือ Life Cycle Assessment ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการจัดการเมื่อวัสดุเหล่านั้นหมดอายุการใช้งานตัวอย่างเช่น การผลิตคอนกรีตต้องใช้พลังงานและทรัพยากร 700 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ลูกบาศก์เมตร ส่วนกระบวนการผลิตไม้เราจะสูญเสียพลังงาน 350 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ลูกบาศก์เมตร การเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งาน สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพื่อให้การบริโภคทรัพยากรเป็นไปอย่างรู้คุณค่าตลอดอายุขัยที่แท้จริง ระบบ Circular Economy หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในวงการสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมเพื่อการก่อสร้าง เช่น การผลิตผิวสำเร็จหรือการเคลือบที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างยางรถยนต์หรือแก้ว แผงฉนวนกันความร้อนที่ทำจากเศษไม้ก๊อกบด หรือการใช้เซลลูโลสเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกระดาษมาทดแทนพลาสติก เป็นต้น ความพยายามที่จะนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำ (Reused) นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการใช้วัสดุจากแหล่งซัพพลายใกล้เคียงเพื่อลดความสิ้นเปลืองด้านการขนส่ง และรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดการสร้างขยะจากการก่อสร้างให้น้อยลงนั้น ยังหมายถึง การใช้พลังงานและทรัพยากรที่ลดลงด้วย

ในปี 2568 บริษัทกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานที่มีการสั่งซื้อวัสดุและผลิตภัณฑ์ต้องมีรายการวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยร้อยละ 20 ของรายการวัสดุ รวมถึงการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าที่ได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อม ISO14001 หรือ Green Industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม

พื้นไม้ลามิเนต บริษัทฯ เลือกใช้พื้นไม้ลามิเนตสำหรับพื้นที่ชั้น 2–3 ของบ้าน ซึ่งเป็นวัสดุปูพื้นที่ไม่ได้ผลิตจากไม้จริง 100% แต่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดแทนไม้ธรรมชาติ ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าในช่วงที่ทรัพยากรไม้ธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด พื้นไม้ลามิเนตมีผิวหน้าที่พิมพ์ลายเลียนแบบไม้ธรรมชาติ ให้รูปลักษณ์และสัมผัสใกล้เคียงไม้จริง อีกทั้งวัสดุที่ใช้ในการผลิตมาจากไม้ป่าปลูก ซึ่งมีการตัดตามรอบอายุที่เหมาะสม โดยเฉลี่ยประมาณ 25–50 ปี

นอกจากนี้ พื้นไม้ลามิเนตยังไม่มีสารก่อภูมิแพ้หรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยง ผิวหน้ามีการเคลือบเพื่อเพิ่มความทนทานต่อรอยขูดขีด ไม่กักเก็บฝุ่น ช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการภูมิแพ้ และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัย

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้พิจารณาเลือกใช้ วัสดุสังเคราะห์ทดแทนไม้ธรรมชาติ อย่างต่อเนื่อง เช่น ระแนงไม้สังเคราะห์ ยี่ห้อ คอนวูด (Conwood) และ เค เอส วูด (KS Wood) รวมถึง พื้นไม้ลามิเนต และพื้นไม้ SPC ซึ่งมีรูปลักษณ์และให้สัมผัสใกล้เคียงไม้จริง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรไม้ธรรมชาติ โดยได้นำวัสดุดังกล่าวมาใช้ใน โครงการที่เปิดตัวใหม่ Nirvana @Work Krungthepkreetha สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม