
บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัทมีการตัดสินใจที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของการกำกับดูแล กลยุทธ์ การกำหนดวัตถุประสงค์ และการดำเนินธุรกิจ
บริษัทฯ ได้จัดทำนโยบายการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดกรอบการปฏิบัติงานและกระบวนการ เพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำแนวทางของ The COSO Enterprise Risk Management Framework มาปรับใช้ในการระบุและประเมินความเสี่ยงของกิจกรรมทางธุรกิจที่บริษัทฯ ดำเนินการ
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กรอบการดำเนินงาน รวมทั้งติดตาม กลั่นกรอง ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะงานด้านการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร ตลอดจนพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของบริษัท และพิจารณาแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น เพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และ บริษัทฯ ได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการติดตามและบริหารความเสี่ยงตามนโยบายที่บริษัทกำหนด โดยอยู่ภายใต้สังกัดสายงานประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการกำกับดูแลความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในฐานะเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) มีหน้าที่ในการจัดทำ ทบทวน และกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงที่อยู่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งติดตามประเด็นความเสี่ยงเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

วัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัท โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงให้มีความเข้มแข็งทั่วทั้งองค์กร และมุ่งหวังให้พนักงานมีความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน และรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ บริษัทฯ สนับสนุนให้พนักงานมีทัศนคติและพฤติกรรมในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้
- กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง วัตถุประสงค์ กรอบการบริหารความเสี่ยง และแนวทางการบริหารความเสี่ยง
- นำแนวทางไปปฏิบัติและติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับคณะกรรมการ ระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ
- สื่อสารและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านช่องทางต่างๆ เช่น บอร์ดประชาสัมพันธ์ และการฝึกอบรม เป็นต้น
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยงผ่านช่องทางการฝึกอบรมให้กับพนักงานทุกคน โดยจัดให้มีการฝึกอบรมในเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้กับพนักงานจำนวน 1 หลักสูตร (หลักสูตรภาคบังคับ) ผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568
แนวทางการจัดการความเสี่ยงหลักในการดำเนินธุรกิจ
1 ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
a) ความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัว และภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น หนี้ครัวเรือน หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายรัฐบาลที่ยังทยอยออกมาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าในปี 2569 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในอัตราที่ลดลง ผู้ประกอบการจึงชะลอเปิดตัว โดยเฉพาะอาคารชุดและบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่บ้านพรีเมียมยังเติบโตต่อเนื่อง
ตลาดบ้านพรีเมียมแม้มีความท้าทายภาวะเศรษฐกิจ ยังเติบโตหลังผู้ประกอบการปรับตัวให้ตอบสนองกับความต้องการผู้บริโภคกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อสูงโดยบ้านเดี่ยวมีเปิดถึง 90% ราคามากกว่า 20 ล้านบาท ยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเพราะราคาที่ดินสูงและหายากมากขึ้น
สำหรับปีนี้ อสังหาฯ ยังเผชิญแรงกดดันหลายปัจจัยเสี่ยงทำให้ที่อยู่อาศัยเปิดใหม่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ปี 2568 เติบโตลดลง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯจากทางภาครัฐ แต่ผู้ประกอบการรวมถึงผู้บริโภคเองยังคงต้องระมัดระวังจากปัจจัยเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
จากสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้การส่งเสริมการขาย หรือการทำตลาดเป็นไปค่อนข้างยาก หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ มาตรการ LTV ที่หยุดติการผ่อนผัน ทำให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านกู้สินเชื่อยากขึ้น หรือได้วงเงินลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ประกอบการในเรื่องของดอกเบี้ยในส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าที่ดินและค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ราคาขายของที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5-10 ในขณะที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีศักยภาพในการกู้เงินที่น้อยลง
ผลกระทบความเสี่ยง
- ผลกระทบต่อยอดขายและอัตราการโอนกรรมสิทธิ์ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อและความสามารถในการกู้สินเชื่อลดลง ทำให้อัตราการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยชะลอตัว ยอดขายและอัตราการโอนกรรมสิทธิ์อาจต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
- ผลกระทบต่อกระแสเงินสดและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ การชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่และการขายที่อยู่อาศัยที่ใช้ระยะเวลานานขึ้น อาจส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการยังคงต้องรับภาระต้นทุนคงที่ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโครงการ ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน
- ผลกระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร ต้นทุนการพัฒนาโครงการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย ค่าแรง ค่าที่ดิน และค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของลูกค้า ทำให้การปรับขึ้นราคาขายทำได้อย่างจำกัด ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง
- ผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด ภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคา โปรโมชั่น หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการขาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการตลาด
- ผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการพัฒนาโครงการในอนาคต ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะตลาด อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องชะลอหรือปรับแผนการลงทุน การเปิดโครงการใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท
แนวทางการป้องกัน
แม้ว่าทิศทางตลาดอสังหาฯ ในปี 2567-2568 จะมีการปรับตัวลดลงของทั้งอุปสงค์และอุปทานอยู่เมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์การขายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด โดยเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการอย่างแท้จริง (real demand) การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม การออกแบบที่ดี และการกำหนดราคาที่ดี การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีความเหมาะสม และการบริหารกระแสเงินสดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการดำเนินงานของธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (recurring income business) เช่น อาคารจอดรถบริเวณซอยเฉยพ่วง บริเวณ ถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณ 5 แยกลาดพร้าว, คอมมูนิตี้มอลล์ Nirvan Porch และยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย
สำหรับโครงการจัดสรรในปี 2568 บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “เนอวานา แอทเวิร์ค กรุงเทพกรีฑา” ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ ติดกับคอมมูนิตี้มอลล์ของบริษัทฯ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและผู้อยู่อาศัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัว โดยสามารถเดินถึงกันได้เพียงไม่กี่ก้าว ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
บริษัทฯ ได้จัดงานเปิดตัวโครงการ (Pre-Sales) เมื่อวันที่ 15–16 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
2 ความเสี่ยงด้านปฏิบัติงาน (Operational Risk)
a) ความเสี่ยงจากการจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต
ที่ดินถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การพิจารณาทำเลและที่ตั้งถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ความง่ายต่อการเข้าถึงของสาธารณูปโภคหลัก ได้แก่ ถนน ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า น้ำประปา และไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งทำเลที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการ ก็เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน
เนื่องจากที่ดินเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทฯ เน้นการพัฒนาโครงการตามแนวถนนตัดใหม่ และในแหล่งชุมชน ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการซื้อที่ดินที่มีศักยภาพสูง การจัดซื้อที่ดินในทำเลที่ไม่เป็นตามแผนธุรกิจ หรือมีความเสี่ยงจากการจัดหาและจัดซื้อที่ดินที่มีราคาแพง จะส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงาน และต้นทุนการพัฒนาโครงการและอาจทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการ เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามนโยบายการลงทุนของบริษัท
ผลกระทบของความเสี่ยง
- ผลกระทบต่อแผนการพัฒนาโครงการ การไม่สามารถจัดหาที่ดินในทำเลที่เหมาะสม หรือเกิดความล่าช้าในการจัดซื้อที่ดิน อาจส่งผลให้การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเลื่อนออกไป หรือไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของบริษัทฯ
- ผลกระทบต่อต้นทุนการพัฒนาโครงการ การแข่งขันในการจัดซื้อที่ดินที่มีศักยภาพสูง และราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการจัดหาที่ดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนรวมของการพัฒนาโครงการสูงขึ้น และกระทบต่อความคุ้มค่าของโครงการ
- ผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ การไม่สามารถจัดหาที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพหรือเป็นที่ต้องการของตลาด อาจทำให้บริษัทฯ เสียเปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นที่มีทำเลที่ดีกว่า
แนวทางการป้องกัน
เพื่อลดปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ มีการวางแผนการลงทุนระยะยาวล่วงหน้าพร้อมทั้งกำหนดแผนการซื้อที่ดินให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ สภาพคล่อง และสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาจที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ การพิจารณาความเหมาะสมในการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนพัฒนาโครงการอย่างรอบคอบ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีกระบวนการที่รัดกุมและโปร่งใสก่อนการตัดสินใจซื้อที่ดิน โดยมีคณะทำงานพิจารณาข้อมูลการตลาด คู่แข่ง ราคาที่ดินเทียบกับราคาประเมินของราชการ และราคาประเมินของผู้ประเมินอิสระ ซึ่งจะนำไปใช้เป็นกรอบในการพิจารณาทำเลและราคาที่เหมาะสมกับนายหน้าที่เป็นพันธมิตรกับบริษัท ทำให้สามารถลดความเสี่ยงอันเนื่องจากการไม่สามารถจัดหาที่ดินในทำเลและราคาที่สอดคล้องกับแผนงานทางธุรกิจของบริษัทได้
b) ความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง
จากข้อมูลดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างโดยรวมของปี 2568 ยังคงสะท้อนถึงการผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างในตลาดราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ คอนกรีต และวัสดุตกแต่งภายใน มีแนวโน้มผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และภาวะอุปสงค์–อุปทานของตลาด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนการพัฒนาโครงการและอัตรากำไรของบริษัทฯ หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวโน้มในปี 2569 คาดการณ์ว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะยังคงผันผวน โดยเฉพาะในหมวดเหล็กและซีเมนต์ที่ยังมีความต้องการไม่แน่นอนจากตลาดโลกและในประเทศ การฟื้นตัวของการลงทุนในโครงการภาครัฐ รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาจเพิ่มความต้องการวัสดุก่อสร้างในบางกลุ่ม ราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตและต้นทุนวัสดุก่อสร้าง
ผลกระทบความเสี่ยง
ความผันผวนและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ คอนกรีต และวัสดุตกแต่งภายใน อาจส่งผลให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากประมาณการเดิม หากไม่สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการป้องกัน
บริษัทให้ความสำคัญในการติดตามราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทประเมินต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการจัดทำโครงการทั้งหมดตั้งแต่ในช่วงศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนเพื่อสะท้อนต้นทุนทั้งหมดและพิจารณาราคาขายที่เหมาะสม การควบคุมราคาวัสดุก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ต้นทุนพัฒนาโครงการปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
โดยบริษัทฯ จะจัดหาวัสดุก่อสร้างหลัก ซึ่งเป็นวัสดุประเภทที่ใช้ในการพัฒนาโครงการเป็นจำนวนมากและมีมูลค่าสูง ให้แก่ผู้รับเหมาแต่ละราย เนื่องจากการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างในปริมาณมากในแต่ละครั้งทำให้บริษัทฯ มีอำนาจในการต่อรองราคาที่สูงกว่าให้ผู้รับเหมาจัดหาวัสดุก่อสร้างด้วยต้นเอง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถจัดซื้อวัสดุก่อสร้างได้ในระดับราคาที่ดีกว่าซึ่งจะช่วยในการควบคุมต้นทุนและคุณภาพของวัสดุก่อสร้างหลักในแต่ละโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดรวมทั้งสามารถช่วยลดภาระให้กับผู้รับเหมาที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากนักได้อีกทางหนึ่งด้วย บริษัทฯ ยังได้มีการเจรจากับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหลักที่ใช้ในแต่ละโครงการ เพื่อตกลงราคาส่งมอบวัสดุก่อสร้างไว้ล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความผันผวนทางด้านราคา การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ มั่นใจได้ว่า จะสามารถรักษาระดับต้นทุนโครงการได้ตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด หรือตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญในการลดความเสี่ยงในการผลิตของบริษัทฯ จากการเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง
c) ความเสี่ยงจากการขาดแคลนผู้รับเหมาและแรงงานฝีมือ
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างและแรงงานฝีมือยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องและจากการที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง จำนวนผู้รับจ้างเหมาและแรงงานจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงาน โดยบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการจัดหาผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) ให้ครอบคลุมถึงการจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง และปรับปรุงกระบวนการก่อสร้างให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน โดยบริษัทฯ มีการบริหารจัดการความเสี่ยง ดังนี้ 1) จ้างเหมาผู้รับเหมา จ้างโดยครอบคลุมการจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการตรวจคุณภาพงานของผู้รับเหมา 2) จัดจ้างผู้รับเหมาโครงการระดับกลางถึงใหญ่เพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกในกระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้ ในการว่าจ้างผู้รับเหมาในแต่ละโครงการ บริษัทจะพิจารณาว่าจ้างผู้รับเหมาที่เป็นพันธมิตรเป็นลำดับแรกภายใต้งบประมาณตามแผนการลงทุน และแต่ละโครงการจะก่อสร้างโดยผู้รับเหมาเพียงรายเดียวและทำสัญญาการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Construction Contract) และ 3) ปรับกระบวนการก่อสร้าง โดยให้ฝ่ายก่อสร้างปรับปรุง แผนการใช้วัสดุและกำหนดให้มีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันทุกเดือน เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ผลกระทบความเสี่ยง
- ผลกระทบต่อระยะเวลาก่อสร้างและการส่งมอบโครงการ การขาดแคลนผู้รับเหมาและแรงงานฝีมืออาจทำให้การก่อสร้างล่าช้า ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนที่กำหนด ส่งผลให้การส่งมอบโครงการแก่ลูกค้าล่าช้า และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า
- ผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างและต้นทุนโครงการ การแข่งขันด้านแรงงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนค่าแรงและค่าจ้างผู้รับเหมาปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างโดยรวมสูงกว่าประมาณการเดิม และกระทบต่อความสามารถในการควบคุมต้นทุนของบริษัทฯ
- ผลกระทบต่อคุณภาพงานก่อสร้าง หากไม่สามารถจัดหาผู้รับเหมาและแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้คุณภาพงานก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และอาจก่อให้เกิดต้นทุนในการแก้ไขงานหรือซ่อมแซมเพิ่มเติม
แนวทางการป้องกัน
สำหรับการลดการใช้แรงงานด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้าง บริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างบางส่วนจาก “ระบบการก่อสร้างแบบดั้งเดิม” (Conventional Construction) มาเป็น “ระบบการก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป” (Precast Construction) โดยจะใช้ผนังและชิ้นงานสำเร็จรูปซึ่งผลิตจากโรงงานมาประกอบ ซึ่งช่วยให้บริษัทลดการพึ่งพาแรงงานลง และช่วยให้การก่อสร้างรวดเร็วขึ้นแต่ยังคงรักษาคุณภาพได้ตามมาตรฐานงานก่อสร้าง
3 ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)
a) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุน
ในปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลง อันเป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ขณะที่ต้นทุนในการพัฒนาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกจำนวนมาก นอกจากนี้ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากและใช้ระยะเวลาในการดำเนินโครงการยาวนาน หากเงินทุนไม่เพียงพอหรือขาดสภาพคล่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการ ดังนั้นการบริหารสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งของการดำเนินธุรกิจ
ผลกระทบความเสี่ยง
หากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอได้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อแผนการพัฒนาโครงการของบริษัท ส่งผลให้เกิดความล่าช้า หรือไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในที่สุด
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ เพื่อให้บริษัทฯ มีกระแสเงินสดเพียงพอต่อการพัฒนาโครงการ ไม่มากจนเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส หรือน้อยจนกระทบต่อการพัฒนาโครงการ โดยบริษัทฯ มีการจัดทำกลยุทธ์ด้านสภาพคล่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ เพื่อคาดการณ์สถานะเงินสดในอนาคต รักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย
สำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน บริษัทฯ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยการเจรจาเงื่อนไขสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ มากที่สุด รวมทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อสำรองเงินทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว
b) ความเสี่ยงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวในเกณฑ์ดี จากการเร่งการผลิตและการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา รวมถึงการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามวัฎจักรสินค้าเทคโนโลยี ส่งผลเชิงบวกต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากการที่บางอุตสาหกรรมหยุดการผลิตชั่วคราวในไตรมาสที่ 3 การส่งออกสินค้าเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการบริโภคของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอลง
ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (“กนง.”) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง และให้คงอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลงจากระดับร้อยละ 2.25 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.25 (ข้อมูล ณ 17 ธันวาคม 2568) โดยคณะกรรมการมีความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากครึ่งแรกของปี 2568 สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจาก มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับลดลง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านภาคการเงิน สินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มด้อยลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการ เห็นว่านโยบายการเงิน ยังสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ ของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำหรับบริษัทฯ ซึ่งมีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในรูปแบบ เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยคงที่ และ เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยลอยตัว เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ดังนั้น ปี 2568 การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ปรับลดลง โดยเฉพาะเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งช่วยสนับสนุนสภาพคล่องและลดภาระดอกเบี้ยในภาพรวม
สำหรับปี 2568 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบกว้าง โดยมีทั้งช่วงที่แข็งค่า จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ และช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า จากความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและปัจจุบันด้านนโยบายของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของความผันผวน ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ความเสี่ยงจากสงครามการค้า และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน การอ่อนค่าของเงินบาทอาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขายโครงการให้แก่ลูกค้าชาวต่างชาติ
ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนยังคงมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกู้ ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ยกระดับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ออกและเสนอขายตราสารหนี้ รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้หรืออัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ อยู่ในระดับสูง ทำให้บริษัทฯ มีการปรับโครงสร้างเงินกู้ (Loan Portfolio) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอย่างเหมาะสม
ผลกระทบความเสี่ยง
ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัทฯ เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งอาจเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงิน และกระทบต่อผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ รวมถึงสภาพคล่องและการวางแผนทางการเงิน เนื่องจากความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสภาวะตลาดการเงิน อาจทำให้การวางแผนด้านสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุนมีความท้าทายมากขึ้น
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ได้วางแผนและบริหารจัดการโครงสร้างเงินกู้อย่างเหมาะสม โดยปรับลดสัดส่วนเงินกู้ที่อยู่ในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่จากร้อยละ 10 ในไตรมาศที่ 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 7 ในไตรมาสที่ 3 ให้สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงในปี 2568 ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ที่บริษัทฯ ออกในรูปแบบของหุ้นกู้ เป็นตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งมีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากความเสี่ยงของตลาดและความกังวลของนักลงทุน ทำให้ภายหลังจากการที่บริษัทฯ ได้ชำระหนี้หุ้นกู้ครบถ้วนแล้ว บริษัทฯ จึงยังไม่มีแผนในการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมในปี 2568
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศสำหรับนิติบุคคลผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Foreign Currency Deposit: FCD) เพื่อให้การบริหารจัดการสภาพคล่องและความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางการจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
1 ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Risk)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากปัญหาโลกร้อน (Climate Change) ถือเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งที่ผ่านมามาตรการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มมากไปกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมยังไม่ประสบความสำเร็จ เป็นผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามมา ทั้งทางตรง เช่น ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น และทางอ้อม เช่น การกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดและมาตรฐานใหม่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นต้น บริษัทฯ จึงต้องกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในอนาคต
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวและได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
ผลกระทบความเสี่ยง
- ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ: สูญเสียความไว้วางใจจากผู้บริโภค นักลงทุน และสาธารณะ
- ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การถูกฟ้องร้องและดำเนินการตามกฎหมาย
- ความยั่งยืน: กระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว, การเข้าถึงแหล่งเงินทุน, การเป็นพันธมิตรกับบริษัทอื่น
- ความขัดแย้ง: เกิดความขัดแย้งกับชุมชนและพนักงาน
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ พร้อมทั้งนำแนวคิดด้านนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์พลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น
- การออกแบบบ้านตามแนวคิด MASS & VOID เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศตามธรรมชาติและการรับแสงที่เหมาะสม ลดความร้อนภายในอาคาร และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า
- การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการถ่ายเทความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน
- การติดตั้งระบบ Motion Sensor System เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยการตรวจจับความเคลื่อนไหวและเปิด–ปิดไฟอัตโนมัติ
- การสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น EV Charger Support โดยจัดให้มีจุด Plug-in สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับแนวโน้มการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ภายในพื้นที่ คอมมูนิตี้มอลล์ โครงการ เนอวานา พอร์ช เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงและลดต้นทุนด้านพลังงานของโครงการในระยะยาว
- การรณรงค์ภายในองค์กร เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงาน การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การลดของเสีย และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
2 ความเสี่ยงด้านสังคม (Social risk)
a) ความเสี่ยงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบตามกรอบสิทธิมนุษยชนสากลเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะการขยายธุรกิจให้เติบโต มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้แรงงานในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินงานที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ทั่วโลกยังให้ความสำคัญของความเสมอภาคทางเพศ ตลอดจนความเสมอภาคทางสังคมอื่น ๆ อาทิ ศาสนา สีผิว เชื้อชาติ และพร้อมที่จะยอมรับในความแตกต่างด้านความคิด เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ดังนั้น บริษัทจึงตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการสิทธิมนุษยชนและแรงงานในการดำเนินธุรกิจอย่างมีระบบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะปรับตัวและเตรียมพร้อมในการลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ
บริษัทฯ มุ่งดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงานของบริษัทเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทางสากลตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization : ILO) รวมถึงกฎหมายแรงงานของแต่ละประเทศที่บริษัทประกอบธุรกิจ
ผลกระทบความเสี่ยง
- ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ: สูญเสียความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค นักลงทุน และสาธารณะ.
- ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การถูกฟ้องร้องและดำเนินการตามกฎหมาย
- ความยั่งยืน: กระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว, การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
แนวทางการป้องกัน
- กำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ
- สื่อสารและอบรมพนักงานให้เข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจ
- กำหนดมาตรการตรวจสอบและคัดเลือกคู่ค้า (Supplier Audit) เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ หรือการเลือกปฏิบัติในห่วงโซ่อุปทาน
- จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่เป็นความลับและปลอดภัย เพื่อให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถแจ้งเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยไม่ถูกกลั่นแกล้ง
- ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขกรณีที่พบการละเมิด อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
3 ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ (Compliance Risk)
a) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบหลายฉบับ เช่น กฎหมายผังเมือง พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พระราชบัญญัติอาคารชุด รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning) ซึ่งกฎหมายและกฎระเบียบเหล่านี้มีความซับซ้อน และอาจมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจ การออกแบบ การขออนุญาตก่อสร้าง ตลอดจนต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง
ผลกระทบจากความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจ การออกแบบ การขออนุญาตก่อสร้าง ตลอดจนต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินงานให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุน ระยะเวลาในการพัฒนา โครงการ และแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ก่อนการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ โดยมีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อจำกัดทางด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการมีอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งที่จะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันเหตุการณ์
b) ความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ตามที่ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act, PDPA) ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 หลังจากที่ถูกเลื่อนออกมาให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการประกาศบังคับใช้เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของบริษัทฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทหลายกลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า ร้านค้า คู่ค้า พนักงาน เป็นต้น และเกี่ยวข้องกับบุคลากรของบริษัทฯ ในหลายหน่วยงาน หลายสถานที่ตั้ง ทำให้อาจเกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนตามมาตรการที่กำหนดไว้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวและขออนุญาตใช้ข้อมูลการดำเนินการตอบสนองตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล การจัดการเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล เป็นต้น
ผลกระทบความเสี่ยง
ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ร้องขอตามสิทธิ PDPA แล้ว แต่หากบริษัทเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ต้องพิจารณาคำร้องและดำเนินการตามคำร้องเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล หรือถ้าบริษัทไม่ปฏิบัติตาม PDPA จนเกิดเหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกละเมิดก็อาจเกิดผลกระทบต่อธุรกิจได้ มีโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของบริษัทต่อลูกค้า
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ได้แต่งตั้งทีมทำงานและตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ให้รับผิดชอบในการทบทวนกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การได้มา การจัดเก็บ การนำไปใช้การโอนย้าย และการทำลายข้อมูล เป็นต้น เพื่อกำหนดมาตรการดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายกำหนด รวมทั้งรับผิดชอบในการสื่อสาร ให้ความรู้ และกำกับการปฏิบัติของบุคลากรในสังกัดให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในหลายขั้นตอนที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของบุคลากร
4 ความเสี่ยงด้านบริหารจัดการ (Management Risk)
a) ความเสี่ยงจากกรณีที่กลุ่มบริษัท มีผู้ถือหุ้นใหญ่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการบริหารงาน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของกลุ่มบริษัท คือ กลุ่มสมวัฒนา และกลุ่มปิยะสมบัติกุล โดยถือหุ้นรวมกันเป็นจํานวนร้อยละ 64.03 ของจํานวนหุ้นทั้งหมด ทําให้กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดังกล่าวมีอํานาจในการควบคุมกลุ่มบริษัท และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกลุ่มบริษัท ในทุกเรื่องที่ต้องได้รับอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้น
ผลกระทบความเสี่ยง
ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยของกลุ่มบริษัท จึงมีความเสี่ยงจากการไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลเรื่องที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณานอกจากนี้ การถือหุ้นในลักษณะกระจุกตัวโดย ผู้ถือหุ้นรายใหญ่นี้ยังทําให้โอกาสที่กลุ่มบริษัท จะถูกครอบงํากิจการโดยบุคคลอื่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความยินยอมจากผู้ถือหุ้นใหญ่รายนี้
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ได้แต่งตั้งบุคคลภายนอก 5 ท่าน เข้าเป็นกรรมการอิสระและเป็นกรรมการตรวจสอบจากกรรมการทั้งหมด 9 ท่าน จึงเป็นการถ่วงดุลอํานาจของการบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ในกรณีเข้าทํารายการที่เกี่ยวโยงกับกรรมการ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้มีอํานาจควบคุม รวมถึงบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งบุคคลดังกล่าวจะไม่มีสิทธิออกเสียงในการอนุมัติรายการดังกล่าว
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหรือสร้างผลกระทบกับโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่แก่องค์กร โดยการประเมินและทบทวนความเสี่ยงที่เกิดใหม่ (Emerging Risk) ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนี้
1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (Technological Disruption Risk)
ในปีนี้ บริษัทฯ เผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีในภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการบริหารจัดการโครงการ อาจทำให้เทคโนโลยีปัจจุบันของบริษัทล้าสมัยได้ หากบริษัทไม่ปรับตัวให้ทัน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ลดความน่าสนใจของโครงการต่อผู้บริโภค และอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว
นอกจากนี้ การไม่ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังอาจทำให้บริษัทพลาดโอกาสในการลดต้นทุนการก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ Home Automation ที่ช่วยอำนวยความสะดวก และการออกแบบบ้านที่ยั่งยืน
ผลกระทบความเสี่ยง
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืนได้อย่างทันท่วงที
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ติดตามแนวโน้มด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำมาประยุกต์ใช้ในโครงการ เช่น Smart Energy, และระบบ Home Automation
2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสียมีความตระหนักถึงความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่มีต่อการลงทุน นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Supporter) อย่างเป็นทางการ โดยส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ นำปัจจัยด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไปบูรณาการในกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนและเพิ่มความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ การสนับสนุนนี้ยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลอย่างโปร่งใสและรัดกุม นอกจากนี้ ในแบบรายงานประจำปี One Report ยังได้ยกระดับการนำเสนอข้อมูลในมิติของความยั่งยืน ไม่เพียงแต่ในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงสังคมและบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance – ESG) เพื่อสะท้อนความโปร่งใสและความพร้อมของบริษัทในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการจัดการในฐานะความเสี่ยงทางการเงิน เนื่องจากมีศักยภาพในการส่งผลกระทบต่อโมเดลการดำเนินธุรกิจ กระแสเงินสดระยะยาว และความสามารถในการทำกำไรขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ และมูลค่าของธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงต้องคำนึงถึงแนวทางการบริหารจัดการที่ครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้แก่การดำเนินธุรกิจและตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นในแต่ละปี แผ่นดินไหว พายุฝน ภาวะนํ้าท่วม ฝุ่นควัน PM2.5 เป็นต้น ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทฯ รวมถึงกระทบต่อการให้บริการลูกค้า
ผลกระทบความเสี่ยง
- กระทบต่อการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย
น้ำท่วม: ทำเลที่ตั้งโครงการต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้ำท่วมบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาโครงการและโครงสร้างพื้นฐาน
คุณภาพอากาศ: ฝุ่น PM2.5 และมลภาวะทางอากาศสร้างความท้าทายต่อการออกแบบบ้านและอาคารที่มีระบบการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น: ต้องออกแบบบ้านที่สามารถลดการใช้พลังงาน เช่น การใช้ฉนวนกันความร้อนและวัสดุสะท้อนแสง - ผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินงาน ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพสูงเพื่อทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลให้ต้นทุนการพัฒนาสูงขึ้น หรือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานจากการใช้ระบบทำความเย็นหรือเครื่องปรับอากาศมากขึ้น
- ผลกระทบต่อความต้องการของผู้บริโภค ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบ้านที่ออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น บ้านที่ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น
แนวทางการป้องกัน
จากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการผลกระทบ ได้แก่
- การออกแบบและก่อสร้างที่ยั่งยืน ใช้หลักการออกแบบที่ช่วยลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ เช่น การสร้างพื้นที่สีเขียวในโครงการและริมถนนในโครงการ การออกแบบอาคารให้มีระบบการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดความร้อนที่สะสมในตัวบ้าน และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และพัฒนาโครงการด้วยวัสดุก่อสร้างที่ลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การวางแผนและบริหารจัดการพื้นที่ เลือกทำเลที่ตั้งโครงการที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำท่วม การก่อสร้างระบบระบายน้ำในโครงการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม
- การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดสำหรับทุกโครงการ และพัฒนาแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Crisis Management Plan) และจัดฝึกอบรมพนักงานให้พร้อมรับมือ
- การสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแก่พนักงานและผู้บริโภค ใช้ช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการการบริหารจัดการที่บริษัทนำมา
3. ความเสี่ยงจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ในปี 2568 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมโดยรวมของผู้บริโภคทั่วโลกตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเพิ่มสูงขึ้น มุ่งเน้นและใส่ใจการใช้เทคโนโลยีอย่างก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในแง่ของสุขภาพและความเป็นอยู่ คำนึงถึงความคุ้มค่า ราคา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สิ่งที่พัฒนาและตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และเข้ามามีบทบาทกับ Lifestyle ของคนยุคใหม่อย่างแยกไม่ออกคือ Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Line, Twitter, Whatsapp, Skype ฯลฯ
ผลกระทบความเสี่ยง
ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าและบริการอาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาด อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันลดลง หากบริษัทไม่สามารถปรับตัวด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และช่องทางการขายได้ทันท่วงที
แนวทางการป้องกัน
สำหรับบริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เข้าใจและเตรียมพร้อมในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในเรื่องความเป็นอยู่ที่มีความปลอดภัย และห่างไกลจากเชื้อโรค พัฒนาการออกแบบพื้นที่ใช้สอยเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น เพิ่มพื้นที่ทำงานภายในบ้าน การพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) มีการวางระบบโครงข่ายการสื่อสาร (Communication Network) เข้าด้วยกัน เพื่อเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการ การตรวจตราดูแล พร้อมทั้งเข้าถึงการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยสามารถควบคุมหรือสั่งการได้ทั้งจากภายในและภายนอกบ้าน นอกจากนั้น มีการจัดทำ platform ลูกค้าสามารถเข้าชมบ้านและดูข้อมูลผ่านช่องทาง Online Platform ไม่ว่าจะเป็น Social media, 360 VR home tour, เว็ปไซต์ Nirvanadevelopment, Private VDO call กับ Personal Assistant หรือ ระบบ Nirvana Online Booking ที่ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของบ้านเนอวานาได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น เช่น Live ขายบ้าน / Booking online ลูกค้าไม่ต้องเข้ามาชมบ้านตัวอย่างที่โครงการ ก็สามารถจองได้ สามารถดูบ้าน 360 องศาได้ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
4. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับฐานข้อมูลต่างๆของระบบสารสนเทศภายในองค์กร อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ข้อมูลถูกทำลายความเสี่ยงจากผู้บุกรุกข้อมูล การโจรกรรมข้อมูลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผู้จัดจำหน่าย การลักลอบเข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการด้านข้อมูล ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากข้อมูลสารสนเทศเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริหาร ที่จะนำมาช่วยสำหรับการตัดสินใจและใช้สำหรับวางแผน ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลระบบสารสนเทศ จากภัยต่างๆ ทั้งจากบุคคลภายใน บุคคลภายนอก ภัยจากธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ใดๆ ต้องมีการวิเคราะห์และป้องกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อระบบข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยี
ผลกระทบความเสี่ยง
เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือภัยคุกคามทางเทคโนโลยีทีอาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจากความผิดพลาดของระบบ ข้อผิดพลาดของมนุษย์ และการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น หากระบบสารสนเทศขัดข้องหรือประสบสถานการณ์ใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ข้อมูลสูญหายข้อมูลรั่วไหล การไม่ทำงานและ/หรือการทำงานผิดปกติอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงและร้ายแรงต่อบริษัทในด้านต่าง ๆ ทั้งการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน ความน่าเชื่อถือ และในที่สุดชื่อเสียงในอุตสาหกรรม
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ได้มีการจัดทำระเบียบการจัดการระบบสารสนเทศและนโยบายความปลอดภัยด้าน IT ขึ้นใหม่ ภายใต้นโยบายและข้อบังคับเหล่านี้ บริษัทฯ ได้ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การติดตั้งไฟร์วอลล์ ฮาร์ดแวร์คู่แฝดที่ทำงานร่วมกัน ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส ซอฟต์แวร์แพทช์ สิ่งอำนวยความสะดวกในการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ การอนุญาตการเข้าถึงระบบที่สำคัญ การยืนยันหรือการพิสูจน์ตัวตน การวางแผนการซ้อมกู้ระบบส่ำเสมอ เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยด้าน IT ให้กับพนักงานผ่านการให้การศึกษาและการฝึกอบรม และทำการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบเป็นประจำ
1. กรณีเหตุการณ์อุทกภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว ภาวะฝุ่น PM2.5 และการชุมนุมประท้วง
เนื่องจากสภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินมีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น เพื่อให้หน่อยงานสามารถบริหารจัดการการดำเนินงานของบริษัทฯให้มีความต่อเนื่อง การจัดหาทรัพยากรที่สำคัญ จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องระบุไว้ในแผนบริหารความพร้อมต่อภาวะวิกฤต ซึ่งการจัดเตรียมทรัพยากรที่สำคัญ จะพิจารณาจากผลกระทบใน 5 ด้านดังนี้
- ผลกระทบด้านอาคาร / สถานที่ปฏิบัติงานหลัก คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สถานที่ปฏิบัติงานได้รับความเสียหาย หรือไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้
- ผลกระทบด้านวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์สำคัญต่อการดำเนินงานได้
- ผลกระทบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลสำคัญ คือ เหตุการณ์ที่เกิดกับระบบข้อมูลสารสนเทศ หรือข้อมูลสำคัญไม่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินงานได้
- ผลกระทบด้านบุคลากร คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้บุคลากรไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ
- ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ คือ เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถติดต่อ ให้บริหาร หรือส่งมอบงานได้
แนวทางการป้องกัน
จากผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ได้เตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ดังนี้
- จัดตั้งทีมงานแผนบริหารความพร้อมเพื่อรับมือต่อภาวะวิกฤต โดยกำหนดนโยบาย บทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลให้ชัดเจน มีการทดสอบ และซักซ้อมเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการนำแผนไปใช้งาน
- วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยกำหนดระดับของผลกระทบเป็น ระดับผลกระทบสูง ปานกลาง ต่ำ หรือไม่เป็นสาระสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
- กำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ เช่น สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ Notebook โทรศัพท์มือถือ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร UPS ติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบสารสนเทศและการเก็บข้อมูลสำคัญ การทำข้อมูลสำรอง และการกู้คืนระบบ จำนวนบุคคลที่จำเป็นต้องทำงานในสภาวะวิกฤต บุคลากรทดแทน หรือบุคลากรภายนอกในกรณีไม่เพียงพอหรือขาดแคลน เป็นต้น
- มีการซักซ้อม ทีมงานบริหารงานต่อเนื่องตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตามแผน และนำปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นไปพิจารณาปรับแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตของแต่ละหน่วยงานต่อไป
2. กรณีเกิดการระบาดของโรคติดต่อ
ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคระบาดในประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและควบคุมได้ แต่ภาคธุรกิจต่างๆ ได้เตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ BCP (business continuity planning) ไม่ให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ในกรณีที่รัฐบาลประกาศการแพร่ระบาด หรือมีการปิดพื้นที่บางส่วนในกรุงเทพฯ
แนวทางการป้องกัน
บริษัทฯ ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้การดำเนินกิจการต่างๆ สามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้เตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ดังนี้
- บริษัทฯ ได้แยกพนักงานที่อยู่ในหน่วยงานสำคัญเป็น 2 ส่วน โดยแบ่งให้กลุ่มหนึ่งทำงานที่บ้าน และอีกกลุ่มทำงานในสถานที่จัดเตรียมไว้ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมเครื่องมือในการทำงานให้กับพนักงานที่ทำงานที่บ้าน พร้อมระบบการเข้าถึงข้อมูลภายในบริษัทฯ อย่างทั่วถึง
- Digital platform สำหรับการขายและบริการลูกค้า บริษัทฯ ได้จัดทำ platform ลูกค้าสามารถเข้าชมบ้านและดูข้อมูลผ่านช่องทาง Online Platform ไม่ว่าจะเป็น Social media, 360 VR home tour, เว็ปไซต์ nirvanadevelopment.co.th, Private VDO call กับ Personal Assistant หรือ ระบบ Nirvana Online Booking ที่ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของบ้านเนอวานาได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น เช่น Live ขายบ้าน / Booking online พัฒนาพนักงานให้เป็น Influencer ขายบ้านผ่าน Live ไม่ต้องเข้ามาชมบ้านตัวอย่างที่โครงการ ก็สามารถจองได้ สามารถดูบ้าน 360 องศา ได้จากที่บ้าน
- ดำเนินงานด้านการเพิ่มศักยภาพและการสร้างความรู้ในด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับองค์กร (Organization Transformation) เพื่อให้ปรับตัวได้เร็วและสามารถดำเนินธุรกิจได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน
- การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด